what-cancer-is-the-hardest- to-treat-01

มะเร็งเกิดขึ้นกับร่างกายเราได้อย่างไร

เซลล์ใดก็ตามที่เกิดการแบ่งตัวมากผิดปกติอย่างรวดเร็วจนเกินควบคุม ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย เกิดเป็นก้อนเนื้อผิดปกติ

ประโยคข้างต้น คือ นิยามสั้น ๆ เมื่อพูดถึงมะเร็ง ซึ่งการแบ่งตัวของเซลล์นั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในการเจริญเติบโตของร่างกายและอวัยวะภายใน แต่สิ่งที่ทำให้มะเร็งมีความแตกต่างจากการแบ่งตัวทั่วไปนั้น คือ ความผิดปกติใน DNA ที่ทำให้การเจริญเติบโตนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนมาก จนเกิดก้อนเนื้อที่เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

โดยมะเร็งนั้นมีหลายชนิด และมีชื่อเรียกตามบริเวณต่าง ๆ ที่เกิดความเป็นปกติของการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งบทความนี้จะพูดถึงมะเร็ง การรักษามะเร็งชนิดต่าง ๆ และมะเร็งที่ขึ้นชื่อว่ารักษาได้ยากที่สุด ว่ามีอะไรบ้าง

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้มะเร็งรักษายาก?

  • ระยะของมะเร็ง

    ผู้ป่วยส่วนมากนั้นจะพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ต่อเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะที่ 3 – 4 ซึ่งเป็นระยะที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายแล้ว ซึ่งการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ นั้นก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการรักษาที่จะส่งผลกระทบกับการทำงานของอวัยวะภายในรวมถึงระบบการทำงานอื่น ๆ ในร่างกายด้วยนั่นเอง

  • ความดื้อต่อการรักษา

    เกิดจากเซลล์มะเร็งที่มีอาการดื้อกับยารักษาจากเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในระยะแพร่กระจายของเซลล์ โดยการดื้อยานั้นอาจพบได้ทั้งคนไข้ที่เคยรับยาเคมีบำบัดมาก่อน แล้วมีเซลล์มะเร็งที่รอดชีวิตและลุกลามไปเป็นระยะอื่น หรือเซลล์มะเร็งในร่างกายของผู้ป่วยที่ไม่เคยรับเคมีบำบัดมาก่อน แต่ปรับตัวระหว่างการเติบโตเพื่อเอาชีวิตรอด

  • ตำแหน่งของมะเร็ง

    ตำแหน่งที่เกิดมะเร็งนั้นก็สำคัญ หากเกิดมะเร็งที่อวัยวะที่มีความละเอียดอ่อน ไม่สามารถผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อมะเร็งออกได้ง่าย ๆ เช่น สมอง ตับอ่อน เป็นต้น ก็จะทำให้แผนการรักษานั้นซับซ้อนและอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแพทย์มากยิ่งขึ้น

  • ความสามารถในการแพร่กระจาย

    การแพร่กระจายที่รวดเร็วของเซลล์มะเร็งอาจทำให้การวางแผนรักษายากมากขึ้นเพราะมีปัจจัยที่ต้องระวังเพิ่มมากขึ้น และเกี่ยวข้องกับระบบอวัยวะภายในมากกว่าหนึ่งส่วน

  • ข้อจำกัดในการใช้วิธีการรักษา

    การรักษามะเร็งนั้นต้องใช้หลายวิธีควบคู่กันไปเพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด ซึ่งบางวิธีรักษาอาจมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วย ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีเงื่อนไข มีโรคประจำตัวอื่นอยู่แล้ว จึงอาจไม่สามารถรับการรักษาบางวิธีได้ จึงทำให้การรักษานั้นมีความซับซ้อนและใช้เวลามากยิ่งขึ้น

6 มะเร็งที่รักษาได้ยากที่สุด

จากสถิติของ American Cancer Society นั้น พบว่าโรคมะเร็งที่รักษายากและยื้อชีวิตผู้ป่วยได้น้อยกว่า 5 ปีนั้น มีดังนี้

  • มะเร็งตับอ่อน (pancreatic cancer)
  • มะเร็งหลอดอาหาร (esophagus cancer)
  • มะเร็งตับ (liver cancer)
  • มะเร็งปอด (lung cancer)
  • มะเร็งสมอง (brain cancer)
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร (stomach cancer)

what-cancer-is-the-hardest- to-treat-02

แนวทางการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ

  • การรักษาแบบบูรณาการ (Multidisciplinary approach)

    การรักษาโดยวิธีนี้มีไว้เพื่อลดผลข้างเคียงจากการรักษา และเพิ่มผลลัพธ์ของการรักษาเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการรักษาเดิมที่มีการผ่าตัด ใช้รังสีรักษามะเร็ง เคมีบำบัด และอื่น ๆ นั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกใช้การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน และกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นวิธีการรักษาที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรอง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรเฉพาะทาง เพื่อลดอาการผลข้างเคียงจากการรักษาโดยการแพทย์แผนปัจจุบันให้https://www.cyberknifemiami.com/tackling-the-toughest-battles-understanding-the-hardest-cancers-to-cure/ทุเลาลง

  • การวิเคราะห์พันธุกรรมเพื่อเลือกยาที่ตรงเป้า

    เป็นวิธีการใช้ข้อมูลของผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วยอย่างตรงจุด ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น ได้แก่ การใช้ชีวิต ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม พฤติกรรม และอื่น ๆ

  • การรับการรักษาผ่านโปรแกรมทดลองยา

    เช่น CAR-T, mRNA-based therapy ที่ได้รับการพัฒนาและวิธีการรักษาใหม่ ๆ (Clinical trials) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยรับการทดลองรักษามะเร็งด้วยวิธีการและยาตัวใหม่ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูมากยิ่งขึ้น

  • การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care)

    เป็นการดูแลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายในกรณีที่ไม่อาจหาหนทางรักษาให้หายขาดได้ โดยผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บป่วยตามอาการเพื่อเน้นให้คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ตรวจคัดกรองและป้องกันมะเร็งชนิดรุนแรงอย่างไรได้บ้าง?

มะเร็งหลายชนิดนั้นมีช่วงเวลาลุกลามและแพร่กระจายที่น่ากลัว วางแผนการรักษาได้ยาก มีสาเหตุการเกิดที่ไม่แน่นอน และมักจะไม่ออกอาการในระยะแรก

ซึ่งหนทางที่จะลดความเสี่ยงได้นั้น คือการตรวจคัดกรองและป้องกันล่วงหน้า ดังนี้

  • การตรวจวินิจฉัยล่วงหน้า
    เช่น การทำ CT screening เหมาะกับมะเร็งปอด สมอง ตับ ถุงน้ำดี ลำไส้ ต่อมลูกหมาก และอื่นๆ
  • การฉีดวัคซีน
    การฉีดวัคซีนล่วงหน้านั้น สามารถป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งอย่างมะเร็งปากมดลูกได้
  • การปรับพฤติกรรมเสี่ยง
    หลายพฤติกรรมบางอย่างสามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในร่างกายได้ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ รับรังสี UV หรือสัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำ
กลับสู่หน้าที่แล้ว